Please use this identifier to cite or link to this item: http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/31496
Title: ผลของการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
Other Titles: Effects of coopertive learning on mathematical problem solving ability of Prathom Suksa Five students
Authors: อาภาภรณ์ หวัดสูงเนิน
Advisors: ดวงเดือน อ่อนน่วม
Other author: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Issue Date: 2536
Publisher: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งโดยส่วนรวมจำแนกตามระดับความสามารถทางการเรียน และ จำแนกตามเพศของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1.นักเรียนที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2.นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือและที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน 3. นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลางที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 4. นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือและที่เรียนตามวิธีแบบปกติ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน 5. นักเรียนชายที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือและที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน 6. นักเรียนหญิงที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งโดยส่วนรวมจำแนกตามระดับความสามารถทางการเรียน และ จำแนกตามเพศของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1.นักเรียนที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2.นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือและที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน 3. นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปานกลางที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 4. นักเรียนที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือและที่เรียนตามวิธีแบบปกติ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน 5. นักเรียนชายที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือและที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน 6. นักเรียนหญิงที่เรียนโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ตามวิธีเรียนแบบร่วมมือ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามวิธีเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
Other Abstract: The purpose of this study was to investigate the effects of cooperative learning on Prathom Suksa five students’ ability to solve fraction and percentage problems. Subjects were classified by their learning achievement and sex. The findings were as follows: 1.There was significant difference at .05 level between students learning through cooperative learning approach and contemporary approach. 2. There was no significant difference between students with high learning achievement learning through cooperative learning approach and contemporary approach. 3. There was significant difference at .05 level between students with moderate learning achievement learning through cooperative approach and contemporary approach. 4. There was no significant difference between students with low learning achievement learning through cooperative learning approach and contemporary approach. 5. There was no significant difference between boys learning through cooperative approach and contemporary approach. 6. There was significant difference at .05 level between girls learning through cooperative approach and contemporary approach.
The purpose of this study was to investigate the effects of cooperative learning on Prathom Suksa five students’ ability to solve fraction and percentage problems. Subjects were classified by their learning achievement and sex. The findings were as follows: 1.There was significant difference at .05 level between students learning through cooperative learning approach and contemporary approach. 2. There was no significant difference between students with high learning achievement learning through cooperative learning approach and contemporary approach. 3. There was significant difference at .05 level between students with moderate learning achievement learning through cooperative approach and contemporary approach. 4. There was no significant difference between students with low learning achievement learning through cooperative learning approach and contemporary approach. 5. There was no significant difference between boys learning through cooperative approach and contemporary approach. 6. There was significant difference at .05 level between girls learning through cooperative approach and contemporary approach.
Description: วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536
Degree Name: ครุศาสตรมหาบัณฑิต
Degree Level: ปริญญาโท
Degree Discipline: ประถมศึกษา
URI: http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/31496
ISBN: 9745834629
Type: Thesis
Appears in Collections:Grad - Theses

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
Arpaporn_wa_front.pdf4.32 MBAdobe PDFView/Open
Arpaporn_wa_ch1.pdf5.74 MBAdobe PDFView/Open
Arpaporn_wa_ch2.pdf25.41 MBAdobe PDFView/Open
Arpaporn_wa_ch3.pdf6.92 MBAdobe PDFView/Open
Arpaporn_wa_ch4.pdf1.93 MBAdobe PDFView/Open
Arpaporn_wa_ch5.pdf8.19 MBAdobe PDFView/Open
Arpaporn_wa_back.pdf113.51 MBAdobe PDFView/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.