Please use this identifier to cite or link to this item: http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/63418
Title: A COMPARATIVE STUDY ON THE LEVEL OF HEPATIC STEATOSIS AND FIBROSIS BETWEEN PRE- AND POST-INTRAVENOUS CHELATION THERAPY IN PATIENTS WITH CHRONIC LEAD POISONING
การศึกษาเปรียบเทียบระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับระหว่างก่อนและหลังเข้ารับการรักษาด้วยยาขับสารตะกั่วทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่มีภาวะพิษตะกั่วเรื้อรัง
Advisors: Roongruedee Chaiteerakij
รุ่งฤดี ชัยธีรกิจ
Other author: Chulalongkorn University. Faculty of Medicine
Subjects: พิษตะกั่วเรื้อรัง
ตับเป็นพิษ
พังผืดตับ
ตับอักเสบ
กลูต้าไธโอน
อินเตอร์ลิวคิน
ตับคั่งไขมัน
Chronic lead poisoning
Hepatotoxicity
Hepatic steatosis
Hepatic fibrosis
Hepatitis
Glutathione
Interleukin
Issue Date:  19
Publisher: Chulalongkorn University
Abstract: Objective     To asses the change in degree of liver steatosis and liver fibrosis in patients with chronic lead poisoning and also the change in amount of serum inflammatory mediators and glutathione levels between the pre- and post-chelation therapy Method    A prospective analytic study was done. Battery workers who had exposed to lead ≥ 12 months and blood lead level (BLL) ≥ 70 µg/dL were included. Amount of steatosis and degree of liver fibrosis, which were represented by controlled attenuation parameters (CAP) and liver stiffness (LS), respectively, were measured by FibroScan® and serum glutathione and interleukin-1β (IL-1β) were collected before and after chelation therapy. Intravenous CaNa2EDTA 2 gram and oral D-penicillamine 1 gram/day for 90 days was prescribed. Primary outcome was amount of liver steatosis. Secondary outcomes were degree of liver fibrosis, level of (IL-1β) and glutathione. Results        There were 86 participants (71 males, 15 females) enrolled in our study. An average duration of lead exposure was 10.7 ± 7.6 years. Before chelation, an average BLL was 81.4 ± 9.8 μg/dL and decreased to 56.4 ± 16.8 μg/dL after chelation (p < 0.001). The mean pre-chelating liver steatosis and liver stiffness were 225.1 ± 49.3 dB/m and 5.4 ± 1.0 kPa, respectively. An average amount of liver steatosis, represented by CAP, decreased to 221.5 ± 55.5 dB/m, but did not reach the level of statistically significant (p = 0.493). Degree of liver stiffness was significantly decreased after treatment, with the mean level of 5.1 ± 1.5 kPa (p = 0.008). The average pre- and post-treatment level of IL-1β significantly reduced after treatment; 29.7 ± 1.8 VS 25.8 ± 4.2 pg/mL, p < 0.001. The mean level of glutathione significantly increased after chelation; 3.4 ± 3.2 VS 14.5 ± 7.5 µmol/L, p < 0.001.  Conclusion    In comparison between before and after lead chelation therapy, level of liver steatosis decreased but did not reach statistically significant level whereas degree of liver fibrosis, IL-1β statistically significant decrease. A glutathione level also significantly increased.
วัตถุประสงค์     เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับในผู้ป่วยพิษตะกั่วเรื้อรังระหว่างก่อนและหลังได้รับยาขับตะกั่วและประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับสารสื่อการอักเสบและระดับสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือดต่อการเปลี่ยนแปลงระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับโดยเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการขับพิษตะกั่ว วิธีการวิจัย    วิจัยเชิงสำรวจไปข้างหน้าในคนงานโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่มีระยะเวลาสัมผัสตะกั่ว ≥ 12 เดือนและมีระดับตะกั่วในเลือด ≥ 70 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตรจะถูกรวบรวมเข้าการศึกษา ผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกรายจะได้รับการวัดระดับตับคั่งไขมันและพังผืดตับด้วยเครื่อง FibroScan® โดยแสดงผลเป็น controlled attenuation parameters (CAP) และความยืดหยุ่นตับ (liver stiffness) ตามลำดับ และได้รับการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ Glutathione และ Interleukin-1β (IL-1β) ผู้เข้าร่วมการศึกษาได้รับการขับสารตะกั่วด้วย CaNa2EDTA ขนาด 2 กรัมตามด้วย D-penicillamine 1 กรัมต่อวันเป็นเวลา 90 วัน ผลลัพธ์หลักคือระดับตับคั่งไขมัน ผลลัพธ์รองได้แก่ระดับพังผืดตับ สารสื่อการอักเสบ และ สารต้านอนุมูลอิสระ ผลการศึกษา    มีผู้เข้าร่วมการศึกษา 86 ราย (71 รายเป็นเพศชายและ 15 รายเป็นเพศหญิง) ระยะเวลาสัมผัสสารตะกั่วเฉลี่ย 10.7 ± 7.6 ปี ระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยก่อนการรักษา 81.4 ± 9.8 μg/dL และลดลงเหลือ  56.4 ± 16.8 μg/dL หลังขับตะกั่ว (p < 0.001) ค่าเฉลี่ยระดับตับคั่งไขมันก่อนการรักษาแสดงด้วย CAP เป็น 225.1 ± 49.3 เดซิเบลต่อเมตรส่วนระดับพังผืดตับแสดงด้วย liver stiffness เป็น 5.4 ± 1.0 กิโลปาสคาล หลังจากได้รับการรักษาด้วยการขับตะกั่วแล้ว ระดับตับคั่งไขมันเฉลี่ยลดลงเหลือ 221.5 ± 55.5 เดซิเบลต่อเมตร แต่ไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.493) ส่วนระดับพังผืดตับนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าเฉลี่ยลดลงเหลือ  5.1 ± 1.5 กิโลปาสคาล (p=0.008) การเปรียบเทียบระดับสารสื่อการอักเสบและกลูตาไธโอนพบว่าค่าเฉลี่ยของสารสื่ออักเสบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยระดับของ IL-1β ลดลงจาก 29.7 ± 1.8 เหลือ 25.8 ± 4.2 พิโคกรัมต่อมิลลิลิตร (p<0.001) ส่วนค่าเฉลี่ยของกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังขับตะกั่วจาก 3.4 ± 3.2 เป็น 14.5 ± 7.5 ไมโครโมลต่อลิตร (p<0.001) สรุป   เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการให้ยาขับสารตะกั่วในผู้ป่วยพิษตะกั่วเรื้อรังพบว่าระดับตับคั่งไขมันมีแนวโน้มลดลงแม้ว่าจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนระดับพังผืดตับและสารสื่อการอักเสบคือ IL-1β มีปริมาณลดลง ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระคือกลูตาไธโอนมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
Description: Master of Science (M.Sc.)
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วท.ม.)
URI: http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/63418
Type: Thesis
วิทยานิพนธ์
Appears in Collections:FACULTY OF MEDICINE

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
6074012430.pdf1.96 MBAdobe PDFView/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.