Please use this identifier to cite or link to this item: http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/59130
Title: สภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในเมืองสุขภาพดี : กรณีศึกษา โครงการบางไทร ฮอสปิเฮ้าส์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Other Titles: Living conditions of older persons in the wellness city : a case study of Bangsai Hospihouse, Ayutthaya Province
Authors: ชมพูนุท ตันติถาวร
Advisors: ไตรรัตน์ จารุทัศน์
Other author: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
Advisor's Email: Trirat.J@Chula.ac.th
Subjects: โครงการบางไทร ฮอสปิเฮ้าส์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้สูงอายุ -- ที่อยู่อาศัย -- ไทย -- พระนครศรีอยุธยา
สถานพยาบาล
Bangsai Hospihouse, Ayutthaya Province
Older people -- Dwellings -- Thailand -- Phra Nakhon Si Ayutthaya
Nursing homes
Issue Date: 2551
Publisher: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract: ธุรกิจสถานบริการผู้สูงอายุ ในรูปแบบบ้านจัดสรรผสมโรงพยาบาลที่จัดสภาพการอยู่อาศัยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ขณะนี้มีโครงการนำร่องอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย คือ โครงการบางไทร ฮอสปิเฮ้าส์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และศึกษาสภาพการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในโครงการ ใช้เครื่องมือวิจัยคือ แบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์ถามกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป พักอาศัยในโครงการ 1 เดือนขึ้นไป แบ่งกลุ่มเป็น 2 ประเภทคือ ผู้สูงอายุที่ซื้อบ้าน 53 คน และผู้สูงอายุเช่าพักอาศัย 8 คน รวม 61 คน จากผู้สูงอายุทั้งสิ้น 85 คน จัดเก็บข้อมูลไม่ได้ 24 คน ใช้เวลาการศึกษาระหว่างเดือนธันวาคม 2549-กรกฎาคม 2551 ผลการศึกษาลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพพบว่า ผู้มีอายุ 50-59 ปี สนใจซื้อบ้านมากที่สุด 23 คน, อายุ 60-69 ปี จำนวน 19 คน, อายุ 70-79 ปี จำนวน 11 คน, อายุ 80-103 ปี จำนวน 4 คน และในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้สูงอายุหญิง 41 คนและผู้สูงอายุชาย 20 คน ทุกคนมีรายได้ปานกลาง-สูงมาก มีการศึกษาดี,ตัดสินใจซื้อบ้านด้วยตนเอง สุขภาพดี ผู้สูงอายุจำนวน 51 คนมีภูมิลำเนาเดิมอยู่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและต่างจังหวัด 10 คน ทำเลที่เหมาะสม สำหรับโครงการบ้านผู้สูงอายุควรเป็นจังหวัดปริมณฑลที่มีความสงบเงียบ ผลการศึกษาสภาพการอยู่อาศัยพบว่า ผู้สูงอายุมักใช้เวลาทำกิจกรรมอยู่ภายในห้องรับแขก จุดเด่นทางกายภาพมี 7 ประการคือ ติดตั้งสัญญาณฉุกเฉิน 3 จุด ในห้องนอน ห้องรับแขกและห้องน้ำ ติดโทรศัพท์ภายในบ้าน ห้องน้ำกว้างเป็นพิเศษ พื้นบ้านเรียบเท่ากันหมดไม่มีธรณีประตู ใช้ต้นไม้เป็นรั้วกั้นอาณาเขต มีผู้บริหารโครงการเป็นแพทย์ประจำโครงการตลอด 24 ชั่วโมง และมีสหคลินิกบางไทร ฮอสปิเฮ้าส์และคลับเฮ้าส์ห่างจากบ้าน 200 เมตร ช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทุกคน ต้องการอาศัยอยู่ในโครงการ และเห็นว่าการบริหารงานแบบบริษัท จำกัดในรูปแบบ Hospihouse (Hospital+House) มีความเหมาะสม เหตุผลหลักที่ซื้อบ้านคือ คาดหวังที่จะรับบริการทางการแพทย์ในอนาคต และใช้อยู่อาศัยถาวร ต้องการซื้อบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ตลอดไป ไม่ชอบพึ่งพาผู้อื่น ทุกคนไม่เคยหกล้มระหว่างพักอาศัยตลอดงานวิจัยนี้ สรุปได้ว่าโครงการประสบความสำเร็จในเชิงการตลาดบ้านพักอาศัย ที่มีความเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในอนาคต ปัญหาในโครงการ ได้แก่ ปัญหาน้ำใช้ เนื่องจากยังใช้น้ำบาดาล การขาดแคลนพื้นที่สวนสาธารณะ ผู้สูงอายุมักจะเก็บตัวอยู่ในที่พักอาศัยของตนเอง ไม่ออกมาใช้พื้นที่ภายนอกบ้านพัก ไม่ชอบออกกำลังกาย และไม่ค่อยใช้บริการในคลับเฮ้าส์และบริการทางการแพทย์ในสหคลินิกบางไทรฯ ข้อเสนอแนะ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ควรจัดทำแผนระยะยาวในการส่งเสริมสุขภาพให้ผู้สูงอายุออกกำลังกาย เพื่อผลสัมฤทธิ์ในแผนงานเมืองสุขภาพดี เพื่อให้ผู้สูงอายุออกมาใช้พื้นที่ภายนอกอาคารมากขึ้น และบ้านสำหรับผู้สูงอายุไม่จำเป็นจะต้องกั้นแบ่งสัดส่วนห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว เพื่อง่ายต่อการใช้ประโยชน์ ด้านการพัฒนาสถานบริการผู้สูงอายุ ควรสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเปรียบเทียบสถานบริการผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ ทั้งระดับประเทศไทยและระดับต่างประเทศ เพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชากรผู้สูงอายุทั่วโลก และความต้องการสถานบริการผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ อย่างรอบด้านมากขึ้น
Other Abstract: At present there is only one pilot project of nursing homes for the elderly in Thailand that is designed as a housing project combined with hospice care which provides easy access to medical services - Bangsai Hospihouse, Ayutthaya province. The objective of this study is to analyze the economic, social and health status of the elderly in the housing project. It also studies their living conditions, using observation and questionnaires as research instruments of the subjects aged 50 years old and over who have resided in the project for over 1 month. The subjects comprise 53 home buyers and 8 tenants, totaling 61 out of 85 occupants. The result of the study shows that the 50-59 year-old age group showed the most interest in buying a house (23), followed by the 60-69 year-old age group (19); the 70-79 year-old age group (11); 80-103 year-old age group (4). Among these, 41 are female elderly and 20 male. All have middle to very high earnings and a lot of savings, good education, good health, and made their own decision when buying the home. Fifty-one subjects are originally from Bangkok and vicinity and 10 are from the provincial areas. The nursing home project is suitably located in the vicinity of Bangkok and is peaceful and quiet. Studies of the living conditions found that there are 7 main physical aspects of the facility, namely 3 alarms in the bedroom, living room and rest room, house phones, specially spacious bathrooms, the floors of all rooms are the same level with no threshold, use of trees as area divisions, a 24-hour medical doctor working as project manager and Bangsai Hospihouse polyclinic and clubhouse 200 meters away. This polyclinic will be upgraded to become a hospital specializing in caring for and treating the elderly in the future. This keeps all the residents of the housing project satisfied with the living conditions and they feel that managing the housing project as a hospihouse (hospital + house) is suitable as they have confidence in the project owner’s managerial skills. Their main reason for buying the house in the project is the easy access to medical services in the future, their desire to own a place of their own, and to maintain their independence. None of the residents had falling accidents during the whole period in which the study was conducted. It can thus be concluded that the housing project has been successful in their marketing with easy access to medical services in the future. In terms of health, although the elderly in general are in good health, they don’t participate in shared activities, so long-term plans should concentrate on encouraging them to exercise more to achieve the ‘wellness city’ objective. In terms of the development of nursing homes for the elderly, the private and public sector as well as educational institutions should promote comparative studies of different types of nursing homes in Thailand as well as in foreign countries so as to keep up-to-date with the trends of elderly care all over the world and the need for more multi-faceted housing facilities for the elderly.
Description: วิทยานิพนธ์ (คพ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551
Degree Name: เคหพัฒนศาสตรมหาบัณฑิต
Degree Level: ปริญญาโท
Degree Discipline: เคหการ
URI: http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/59130
Type: Thesis
Appears in Collections:Arch - Theses

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
Chompunuth_Ta.pdf3.99 MBAdobe PDFView/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.