DSpace Repository

การคุ้มครองความเชื่อถือและความไว้วางใจของผู้รับคำสั่งทางปกครอง

Show simple item record

dc.contributor.advisor ณรงค์เดช สรุโฆษิต
dc.contributor.author เกียรติไกร ไกรแก้ว
dc.contributor.other จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะนิติศาสตร์
dc.date.accessioned 2017-06-21T06:44:42Z
dc.date.available 2017-06-21T06:44:42Z
dc.date.issued 2551
dc.identifier.uri http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/53027
dc.description วิทยานิพนธ์ (น.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551 en_US
dc.description.abstract วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักกฎหมายมหาชนว่าด้วยการคุ้มครองความเชื่อถือและความไว้วางใจในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองของปัจเจกชนผู้รับคำสั่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะด้านหนึ่งกับประโยชน์ของเอกชนอีกด้านหนึ่ง เพื่อไม่ให้ปัจเจกชนผู้รับคำสั่งที่สุจริต ต้องแบกรับภาระเกินสมควรหรือเสียสิทธิประโยชน์อันควรได้รับอย่างไม่เป็นธรรมจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และแม้ว่าการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวจะมีขึ้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักความชอบด้วยกฎหมายหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ฝ่ายปกครองก็ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองความเชื่อถือและความไว้วางใจในความคงอยู่ในสิทธิประโยชน์ของปัจเจกชนผู้สุจริตอันเนื่องมาจากการได้รับคำสั่งดังกล่าวด้วย ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าหลักสุจริตถือเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ฝ่ายปกครองและศาลของไทย อาจนำมาปรับใช้ในการคุ้มครองประโยชน์ของปัจเจกชนที่สุจริตมิให้ได้รับความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรมจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองตั้งแต่ก่อนมีการตราพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หลักการนี้ มีพื้นฐานคล้ายคลึงกับหลักการคุ้มครองความเชื่อถือและความไว้วางใจในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองของปัจเจกชนผู้รับคำสั่งที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความในชั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ค.ศ.1976 ของประเทศเยอรมัน อันเป็นต้นแบบของมาตรา 49 ถึงมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 อย่างไรก็ดี การนำหลักการดังกล่าวมาบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้ส่งผลให้หลักกฎหมายและนิติวิธีในการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองโดยฝ่ายปกครองและการควบคุมตรวจสอบการเพิกถอนดังกล่าวโดยศาลมีความชัดเจนยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าต้องพิจารณาประสานประโยชน์ระหว่างประโยชน์สาธารณะกับประโยชน์ของเอกชน โดยคำนึงถึงความเชื่อถือและความไว้วางใจในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองของปัจเจกชนผู้รับคำสั่งด้วย แตกต่างไปจากเดิมที่ไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรกำหนดไว้ทำให้บางครั้ง ฝ่ายปกครองหรือแม้แต่ศาลพิจารณาวินิจฉัยโดยยึดถือเฉพาะหลักความชอบด้วยกฎหมายและหลักประโยชน์สาธารณะแต่เพียงด้านเดียว แต่แม้กระนั้นก็ตาม จากการศึกษาคำวินิจฉัยของศาลและหน่วยงานฝ่ายปกครองต่าง ๆ ของไทยจนถึงปัจจุบัน พบว่า ส่วนมากยังคงมิได้นำหลักการคุ้มครองความเชื่อถือและความไว้วางใจในความคงอยู่ของคำสั่งทางปกครองของปัจเจกชนผู้รับคำสั่งมาปรับใช้แก่กรณี และยังมีความไม่ชัดเจนในการปรับใช้หลักกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย en_US
dc.description.abstractalternative The purpose of this master thesis is to examine a principal of public laws with regard to the protection of legitimate expectation of individuals who have received, or been affected by, administrative decisions. The essence of the principle is to strike the balance between the public interest, on the one hand, and the private interest, on the other, so that those individuals will not be overburdened or unfairly aggrieved by the revocation of such decisions. Although the revocations is done for upholding the principal of legality or safeguarding the public interest, when making such a judgment, the state authority in charge must take into account an acquired right of the bona fide recipient of the decisions. It is shown in this study that the notion of “Good Faith” is a general principle of laws which has possibly been invoked by administrative agencies and courts in Thailand in order to protect bona fide individual from being unfairly damaged by the revocation of an administrative decision. That has been the case even before the enactment of the Administrative Procedure Act of 1996. This notion is fundamentally similar to the principal of legitimate expectation in administrative as appeared in the German Administrative Procedure Act(Verwaltungsverfahrengesetz) of 1976 which was used as a model law for drafting section 49 to section 53 of the Administrative Procedure Act of 1996. More importantly, the incorporation of such principle into the Thai act gives rise to the more unambiguous legal principle and method for the decision-making process of revocation by administrative agencies and the scrutiny of such revocation by courts in that they must strike the balance between the public interest and the private interest in light of legitimate expectation of those to whom the revoked decision addressed. Nonetheless, given judicial and administrative decisions to date, most of them failed to protect the legitimate expectation, or otherwise, confused the matter with wrongful acts as a result of exercising the state’s power, which have differing legal characters. en_US
dc.language.iso th en_US
dc.publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย en_US
dc.relation.uri http://doi.org/10.14457/CU.the.2008.1981
dc.rights จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย en_US
dc.subject ปกครอง -- ไทย -- การคุ้มครอง en_US
dc.subject ปกครอง -- เยอรมัน -- การคุ้มครอง en_US
dc.subject วิธีพิจารณาปกครอง en_US
dc.subject พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 en_US
dc.subject หลักความสุจริต en_US
dc.title การคุ้มครองความเชื่อถือและความไว้วางใจของผู้รับคำสั่งทางปกครอง en_US
dc.title.alternative The protection of legitimate expectation in administrative decisions en_US
dc.type Thesis en_US
dc.degree.name นิติศาสตรมหาบัณฑิต en_US
dc.degree.level ปริญญาโท en_US
dc.degree.discipline นิติศาสตร์ en_US
dc.degree.grantor จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย en_US
dc.email.advisor suchada.ki@acc.chula.ac.th
dc.identifier.DOI 10.14457/CU.the.2008.1981


Files in this item

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record